ปวดประสาทหน้า
ใครเคยได้ยินชื่อโรคนี้ไหม ตั้งแต่เกิดมา 30 กว่าปี ก็เพิ่งเคยได้ยินนี่ล่ะ
มันเป็นโรคที่ปวดทรมานมากๆ ถ้านึกไม่ออกว่าปวดยังไง
ลองนึกถึงเวลาเราปวดฟันคุดนะ มันปวดมากกว่าอีก 10 เท่า
ไม่ได้ปวดตลอดเวลา แต่ปวดเป็นพักๆ บางทีก็ปวดน้อย บางทีก็ปวดมาก
หนักๆเข้าก็ปวดจี๊ดดดดดดดดขึ้นสมองเลย น้ำตาจะไหลพรากๆโดยไม่รู้ตัว
บริเวณที่ปวดคือใบหน้า ริมฝีปาก ทำให้ข้าใจผิดว่าปวดฟัน

เมื่อต้นปีที่แล้วอยู่ๆคุณยายก็บ่นปวดแถวๆฟันขึ้นมา ทำยังไงก็ไม่หายปวด
เริ่มจากปวดไม่มาก พักหนึ่งก็หายไป แล้วก็ปวดมากขึ้น จนต้องกินยา
หนักเข้า ยาแก้ปวดธรรมดาก็ช่วยไม่ได้ พยายามไปหาหมอฟันครั้งแล้วครั้งเล่า
ก็หาสาเหตุไม่พบ เอ็กซเรย์ฟันก็แล้ว ทุกอย่างปกติดี ไม่มีอะไรบอกว่าต้องถอนฟัน
คุณยายเพียรพยายามไปหาหมอฟันบ่อยขึ้น เพื่อหาสาเหตุของการปวดฟัน
คิดว่าต้องเป็นที่ฟันแน่ๆ เนื่องจากฟันคุณยายทั้งอุดทั้งรักษารากเต็มปากไปหมด
จนหมอฟันตัดสินใจรื้อบริเวณที่อุดและรักษาใหม่ไปหลายรอบ ก็ยังไม่หาย
ไปหาอาจารย์หมอฟัน ท่านก็ลงความเห็นว่าฟันไม่เป็นอะไร แต่สงสัยว่าจะเป็นที่ประสาทมากกว่า
นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณยายเริ่มหันไปหาหมอที่รพ.ประสาท
ได้ยาแก้ปวดแบบรุนแรงมาหลายขนาน กินแรกๆก็หายดี พอหยุดกินสักพักก็กลับมาปวดอีก
หมอต้องให้ยาแรงขึ้นเรื่อยๆ กินหาย สักพักเป็น จนต้องเพิ่มความแรงของยาทุกครั้ง
วนเวียนแบบนี้เป็นปี คุณยายยังไม่ปักใจเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับฟัน เพราะส่วนใหญ่ปวดมากๆตอนขยับปาก
พยายามไปหาหมอฟันที่อื่นอีกครั้ง ซึ่งไม่ว่าหมอไหนก็บอกไม่เกี่ยวกับฟันทุกคน
แต่ความพยายามยังไม่สิ้นสุด คุณยายไปหาหมอฟันให้ถอนฟันออกจนได้
ซี่แรกไม่พอ ยังไปถอนซี่ที่สองจนได้ ไม่ว่าใครจะห้ามก็ไม่ฟัง
ถึงจะถอนไปสองซี่ ก็ยังไม่หาย คุณยายเริ่มหมดหวังในการรักษา ทุกคนได้แต่ปลอบใจ
รวมทั้งช่วยกันพยายามหาข้อมูลของโรคที่คุณยายเป็น

หลังจากถอนฟันไปสองซี่ คุณยายก็เริ่มคิดว่าอาจไม่ได้เกี่ยวกับฟันจริงๆ
ซึ่งทุกคนก็บอกไปแล้ว ไม่ว่าจะหมอหรือคนในครอบครัว
คุณยายหันมารักษาหมอประสามจริงจังขึ้น กินยาเยอะมากแรงมาก
แรงขนาดที่ว่าออกอาการชาตามร่างกาย บางครั้งไม่มีแรงเบ่งอึ
แรกๆที่กินยา มึนมาก จนต้องนั่งเฉยๆหรือไม่ก็นอน ถ้าลุกเดินจะเซไปเซมา
ถ้าไม่ระวังจะล้มไปที่พื้นโดยไม่ทันรู้ตัว เป็นยาที่กดระบบประสาทอย่างแรง
กินไปกินมาสักพัก อาการต่างๆก็ดีขึ้น เหมือนร่างกายเคยชินปรับตัวได้
แต่กินยาถึงขนาดนี้ก็ยังไม่หาย คุณหมอต้องเพิ่มความแรงของยาจนขีดสุด
อาการมึน อาการชา กลับมาอีกครั้ง แต่เป็นไม่นาน ร่างกายก็สามารถปรับตัวได้อีกครั้ง
ด้วยความแรงของยา บวกอาการของโรคที่เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
เราพยายามหาทางออกอื่นๆนอกจากการกินยา พยายามหาข้อมูลของโรคนี้จนเจอ

ชื่อโรคอย่างเป็นทางการคือ โรคปวดประสาทหน้า (Trigeminal neuralgia)
อาการปวดที่ใบหน้า หรือ กระหม่อม ตามแนว ของเส้นประสาทสมองคู่ที่ห้า ซึ่งทำหน้าที่รับความรู้สึกสัมผัส, อุณหภูมิ และความรู้สึกเจ็บปวด ส่งไปยังก้านสมอง และสมองใหญ่ตามลำดับ อาการปวดจะมีลักษณะพิเศษ คือ ปวดเสียวแปล๊บๆ คล้ายถูกไฟช็อตเป็นพักๆ และมักจะปวดมากขึ้น เวลาเคี้ยว พูด หรือสัมผัสเบาๆ เช่น การล้างหน้า
เส้นประสาทสมองคู่ที่ห้า มีแขนงย่อย 3 เส้น ได้แก่
แขนงที่หนึ่ง เลี้ยงบริเวณตา หน้าผาก และกระหม่อม (Opthalmic branch- V1)
แขนงที่สอง เลี้ยงบริเวณแก้ม และขากรรไกรส่วนบน (Maxillary branch-V2)
แขนงที่สาม เลี้ยงที่ขากรรไกรล่าง (Mandibular branch-V3)
มักพบอาการปวดได้บ่อยจากแขนงที่สอง คือ ปวดแปล๊บๆ ตามโหนกแก้ม ขากรรไกรบน รวมถึงเสียวเหงือกและฟัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ จะถูกวินิจฉัยครั้งแรก จากทันตแพทย์ !!
ทำไมถึงปวด สาเหตุเกิดจากอะไร
การศึกษาปัจจุบันพบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการกดทับของหลอดเลือดเล็กๆ ซึ่งมีการหย่อนยาน ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ใกล้กับทางออกของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ห้า ทำให้เส้นประสาทเกิดการนำกระแสประสาทที่มากขึ้น คล้ายกับไฟฟ้าลัดวงจรนั่นเอง ทำให้โรคปวดประสาทหน้า (trigeminal neuralgia) พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ
ถ้าพบในอายุน้อย หรือมีอาการทางระบบประสาทอื่นร่วมด้วย เช่น หน้าชา ปากเบี้ยว หูไม่ได้ยิน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาสาเหตุเพิ่มเติมโดยการเอกซ์เรย์สมอง เช่น ปลอกประสาทเสื่อม (Multiple sclerosis), เนื้องอก เป็นต้น
ทำไมบางครั้งก็หายเองได้ บางครั้งก็ปวดขึ้นมาใหม่
ลักษณะของการดำเนินโรคจะเป็นอย่างที่กล่าวมา คือ ปวดติดต่อกันเป็นเดือนหรือปีได้ แล้วไม่มีอาการเป็นปี จากนั้นเริ่มปวดใหม่ หรือ ปวดต่อเนื่องกันไปตลอด
ปัจจัยที่กระตุ้นให้ปวดมากขึ้น ได้แก่ การอดนอน ความเครียด เป็นต้น
การรักษาต้องทำอย่างไร
มีแนวทางหลักในการรักษาได้แก่
1. การรักษาทางยา : ยาส่วนใหญ่จะเป็นยาในกลุ่มยากันชัก เช่น
Carbamazepine (Tregretal), Trileptal (Oxycarbazepine), Phenytoin (Dilantin®), Baclophen (Lioresal®)และ Gabapentin(Neurontin®)
ยาออกฤทธิ์โดยการลดกระแสไฟฟ้าที่ผิดปรกติดังกล่าว
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ มีง่วงซึม เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน และเกลือแร่ผิดปรกติ
2. การรักษาโดยการผ่าตัด
Stereotactic Radiosurgery (Gamma Knife)
o มีการวางกรอบที่ศีรษะผู้ป่วย โดยใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้า ช่วยให้เกิดความแม่นยำมากขึ้น จากนั้นใช้รังสียิงไปในจุดที่กำหนดไว้
o ข้อดี คือ ไม่ต้องผ่าตัด ใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้น เพียง 1-2 วัน
o ข้อเสีย คือ อาการปวดประสาทหน้าใช้เวลานานเป็นเดือน กว่าจะเห็นผลของการฉายรังสี
Microvascular Decompression Surgery
o ทำโดยประสาทศัลยแพทย์ จุดประสงค์ คือ การแก้ไขให้เส้นประสาทไม่ถูกกดทับจากหลอดเลือด โดยผ่าตัดเข้าทางบริเวณหลังใบหู แล้วเลาะไปถึงจุดที่เส้นประสาทออกจากก้านสมอง(root entry zone) เพื่อยกหลอดเลือด หรือ เลาะเอาพังผืดใกล้เคียงออก
o ข้อดี คือ อาการปวดจะดีขึ้นโดยทันทีหลังผ่าตัด 90-95% สามารถหยุดยาแก้ปวดได้
o ข้อเสีย คือ เสี่ยงกับการดมยาสลบ การผ่าตัด และการบาดเจ็บของเส้นประสาท เช่น หน้าชา หน้าเบี้ยว หรือ หูได้ยินลดลง
ข้อมูลทั้งหมดมากจาก http://www.praram9.com/showarticle.php?essayID=407

อ่านแล้วทุกอย่างตรงกับอาการที่คุณยายเป็น ทำให้เรารู้แนวทางการรักษามากขึ้น
มาถึงขั้นนี้แล้ว หมอที่ไปรักษาประจำก็คิดว่าถ้าไม่ดีขึ้นอาจต้องใช้วิธีผ่าตัดเข้าช่วย
เราจึงต้องพยายามหาหมอหลายๆท่านที่ชำนาญด้านนี้โดยเฉพาะ
แล้วก็ไปเจอหมอที่รพ.กรุงเทพ ท่านชำนาญทั้ง Gamma Knife และการผ่าตัด
ตอนแรกคุณยายตัดสินใจจะทำ Gamma Knift เพราะเจ็บตัวน้อย ไม่ต้องพักฟื้นนาน
แต่เมื่อมาฟังข้อดีข้อเสียจากคุณหมอหลายๆท่าน ทั้งหมอรังสีก็บอกว่าจะไปตัดเส้นประสาททำไม
มันยังดีอยู่เลย แค่เส้นประสาทมันทับกัน ผ่าตัดแยกเส้นประสาทเฉยๆก็จบแล้ว
คุณยายจึงตัดสินใจใหม่ใช้วิธีผ่าตัด ซึ่งให้ผลที่แน่นอนกว่า เสียที่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน
หมอที่รพ.กรุงเทพ ก็ดีแสนดี รู้ว่าคุณยายเป็นข้าราชการบำนาญ
ท่านแนะนำให้ไปผ่าตัดที่รพ.รามา จะได้ไม่ต้องเสียเงินเยอะ และท่านก็จะไปผ่าตัดให้ด้วยตัวเอง


หลังจากหาวิธีการรักษาอยู่หลายวิธี หลังจากไปหาหมอหลายท่าน
วันที่ 3 มีนาคม 2551 หมอที่รพ.รามานัดคุณยายให้เข้าไปผ่าตัด
ถึงจะเชื่อมั่นในฝีมือหมอ ถึงจะมีกำลังใจที่ดี ความกังวลทั้งหลายก็ยังไม่หมดไป
คุณยายซึ่งไม่เคยป่วยถึงขนาดต้องนอนรพ. คิดไปต่างๆนาๆ จะเจ็บมากไหม จะหายไหม
คนรอบข้าง รวมทั้งแม่ ได้แต่ปลอบใจและให้กำลังใจ
โดยที่กำลังใจที่จะทำให้คุณยายสู้มากที่สุด ก็คือกำลังใจจากหลานทั้งสอง พี่ต้นตาลน้องต้นข้าว
ไม่ว่าช่วงนี้แม่จะงานยุ่งยังไง เหนื่อยกับลูกแค่ไหน แต่แม่ก็ต้องดูแลคุณยาย
แม่ไม่เคยคิดว่าคุณยายป่วย เพราะคุณยายไม่เคยทำตัวเป็นคนป่วย
ถึงคุณยายจะบอกว่าไม่ต้องไปเฝ้าคุณยายที่รพ. แม่ก็ต้องไปให้ได้
งานจะยุ่งแค่ไหน แม่ก็คงต้องคิดถึงเรื่องคุณยายเป็นอันดับแรก ต้องไปดูแล
แม่รู้คุณยายห่วงหลานทั้งสองมาก อยากให้แม่ดูแลหลานมากกว่า
แต่แม่คิดว่าแม่กับพ่อสามารถแบ่งเวลากันได้ แม่มีแม่อยู่คนเดียว แค่นี้แม่ต้องดูแลได้สิ
ต้นตาล ต้นข้าว อย่าลืมนะ อย่าลืมความรักและความเป็นห่วงที่คุณยายมอบให้
จงรักคุณตาคุณยายให้เหมือนหรือมากกว่ารักพ่อกับแม่เถอะลูก

ปล1. ป่วยคราวนี้นน.คุณยายหายไปเป็น 10 โล หุ่นเพียวลมเลย
ปล2. หายเร็วๆนะคะแม่ ลูกสาวคนนี้ห่วงสุดหัวใจ
 
 

ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับข้อมูลการให้นมแม่ของส้ม สามารถหาอ่านได้จากหัวข้อเก่าที่ส้มเคยเขียนไว้ดังนี้
- นมอะไรดีน้า
- ความรู้สึกของความเป็นแม่
- ก้าวแรกของแม่
- เคล็ดไม่ลับ
- ทำยังไงให้มีน้ำนม
- มานอนยาวกันเถอะ
- นมแม่ถึงเมื่อไหร่
- เรื่องกินของผม
- วันที่แม่เศร้า
|